ใครที่กำลังคิดจะเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเอง อยากวางแผนการท่องเที่ยวในแบบที่ตัวเองชอบ ไม่อยากไปชะโงกทัวร์ ก่อนการวางแผนการเดินทางของคุณ มาฟังเราเล่าให้ฟังสักนิดถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นไม่ง้อทัวร์ในช่วงวันที่ 20-27 ตุลาคม ที่ผ่านมา กับเพื่อนสาวร่วมทริปอีก 2 คนกันสักหน่อยค่ะ โดยเมืองที่เราเดินทางไปเยือนได้แก่ โซนคันไซ โอซาก้า-เกียวโต-นารา-อาราชิยาม่า ชมภูเขาไฟฟูจิที่คาวาคุชิโกะ และสุดท้ายแวะช้อปที่โตเกียวค่ะ



6 ข้อที่ได้เรียนรู้จากการไปแบ็คเพคที่ญี่ปุ่นครั้งแรกในชีวิต

1. อย่ากลัวที่จะถามทาง
อาจเป็นสิ่งที่หลายคนรู้อยู่แล้ว แต่สำหรับตัวเราเอง ความเคยชินจากการใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพที่ทุกคนใช้ชีวิตแบบตัวใครตัวมัน ทำให้เรารู้สึกกระอักกระอ่วนใจพอสมควรที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือหรือถามทางใครสักคน เพราะเรามักจะกลัวว่าคนที่เราเข้าไปถามจะรำคาญ แต่ที่ญี่ปุ่นเท่าที่เราเจอ คือทุกคนเต็มใจที่จะช่วยเหลือและบอกทางมากๆ วันแรกที่เราไปถึงญี่ปุ่นและหาโรงแรมไม่เจอ เราได้เจอคุณพี่ผู้ชายใจดีคนนึงโทรไปถามทางกับโรงแรมให้ แถมยังพาเราเดินไปจนถึงหน้าโรงแรมเลยทีเดียว (โห้...พล็อตยิ่งกว่านิยายน้ำเน่า) 

หรือบางครั้งระหว่างการเดินหลง งงงัน อยู่นั้น คุณลุงคุณป้าชาวญี่ปุ่นแถวๆ นั้นก็ช่วยบอกทางเราโดยที่เรายังไม่ต้องเอ่ยปากถามเลยด้วยซ้ำค่ะ ดังนั้น อย่ากลัวที่จะถามทางค่ะ เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เต็มใจช่วยเหลือ

2. เลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟที่บัตรพาสของคุณใช้ได้
หลายคนคงรู้อยู่แล้วว่าเราควรเลือกโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟเพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่หลายคน (รวมทั้งเรา) อาจไม่ได้คิดให้รอบคอบว่า ที่ญี่ปุ่นมีรถไฟหลายสาย! และบางสถานีมันไม่ได้อยู่ที่เดียวกัน! อย่างตัวเราเองใช้ Kansai Thru Pass ช่วงที่อยู่คันไซเพราะคิดว่าน่าจะถูกและคุ้มกว่า JR West จากโปรแกรมเที่ยวของตัวเอง แต่ดันจองโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟเจอาร์ซะเป็นส่วนใหญ่ ยังดีที่สถานีที่ว่าเป็นสถานีใหญ่มีทั้งเจอาร์และรถไฟใต้ดิน แต่ก็ยังแอบลำบากเล็กน้อยเพราะโรงแรมจะตั้งอยู่ใกล้กับประตูทางออกของเจอาร์มากกว่า ดังนั้น ทางที่ดี ควรตัดสินใจเลือกบัตรพาสที่จะใช้ในการเดินทางเสียก่อน แล้วค่อยจองโรงแรมที่อยู่ใกล้กับสถานีที่ใช้กับบัตรนั้นได้เพื่อความสะดวกในการเดินทางที่สุด 

3. อย่าเชื่อรีวิวในอินเทอร์เน็ตมากนักเรื่องเส้นทาง
อันนี้เจอตลอดระหว่างทริป พวกเราส่วนใหญ่มักจะอยากไปเที่ยวที่นู่นที่นี่ หรือไปกินร้านนู้นร้านนี้ตามเพื่อนๆ ที่เคยเขียนรีวิวไว้ แต่ก็ไม่ใช่ทุกรีวิวจะเชื่อถือได้นะคะ บางรีวิวคือเค้าหลงทาง แต่ก็เขียนวิธีการเดินทางของตัวเองไว้อย่างละเอียดโดยไม่ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า นี่เป็นเส้นทางที่ชั้นก็เดินมั่วๆ เหมือนกัน 

อย่างเช่นอันนึงที่ชัดเจนที่สุดสำหรับเราคือวิธีเดินจาก JR Saga-Arashiyama เพื่อไปขึ้นรถไฟ Romantic Train ในบล็อกที่เราหาข้อมูลเขียนว่า ต้องเดินไกล สักพักจึงจะถึง แต่ความจริงคือ สถานีมันอยู่ติดกันเลย แบบเดินออกมาหน้าสถานีแล้วหันไปทางขวาก็เจอเลย - -" ซึ่งเราดันเชื่อรีวิว ก็เดินออกไปข้างนอกสถานี เลี้ยวซ้ายบ้างขวาบ้าง มั่วอยู่ 3 รอบ จนเดินไปถามคนแถวนั้น เค้าทำหน้าแปลกใจแล้วก็บอกว่า สถานีก็อยู่ข้างๆ กับสถานีเจอาร์ไง (ซึ่งเค้าก็คงงงว่านังคนไทยพวกนี้ ทำไมมันมองไม่เห็น) 

ดังนั้น ขอย้ำอีกครั้งว่า อย่าเชื่อเส้นทางจากรีวิวหรือหนังสือไกด์บุ๊คเสียทั้งหมด หมั่นเงยหน้ามามองฟ้ามองดินบ้าง สังเกตป้ายต่างๆ บ้าง หรือถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ก็ถามผู้คนแถวนั้นจะดีที่สุด

4. ถ้ามีโปรแกรมท่องเที่ยวที่ชัดเจนแล้ว วางแผนเส้นทางการต่อรถไฟเอาไว้ก่อน
อันนี้เราเองก็ไม่ได้ทำไปจากเมืองไทยเช่นกัน เราวางโปรแกรมไว้แล้วก็เขียนไว้แค่ว่าสถานที่ท่องเที่ยวนั้นต้องลงสถานีไหน แต่ในความจริงถ้าจะเอาให้เป๊ะและไม่ลำบากเมื่อไปถึงญี่ปุ่น ควรเขียนระบุไปเลยว่าจากสถานที่ A ไป B ต้องนั่งรถไฟสายไหน ต่อไปสายไหน ที่สถานีอะไร กี่ต่อ ออกประตูไหน ซึ่งทั้งหมดนี้ Hyperdia ช่วยได้ และสำหรับตัวเราเองแผนที่ที่แจกในสถานีรถไฟและแผนที่ที่แนบมากับบัตรพาสคือสิ่งที่ช่วยเราได้มากที่สุดค่ะ แต่เนื่องจากเราไม่ได้วางแผนเส้นทางพวกนี้ไปจากเมืองไทย เรากับเพื่อนเลยต้องนอนดึกขึ้นกว่าเดิมในช่วงการเดินทางเพื่อวางแผนเส้นทางกันในตอนกลางคืน ซึ่งเราว่าถ้ามีเวลาก็ควรเตรียมไปก่อนจากเมืองไทยจะดีกว่าค่ะ

5. ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวที่ญี่ปุ่นฟ้ามืดเร็ว
เราคนไทยอาจจะชินกับการที่พระอาทิตย์ตกเวลาประมาณ 6 โมงเย็น การวางโปรแกรมของเราก็จะวางด้วยพื้นฐานความคิดที่ว่าฟ้าจะมืดประมาณ 6 โมงถึงทุ่ม แต่ความจริงคือ ที่ญี่ปุ่นช่วงใบไม้ร่วง ห้าโมงเย็นฟ้าก็มืดแล้วค่ะ อย่างเราวางแผนว่าจะไปถึงฟุชิมิอินาริประมาณ 4 โมงกว่าๆ โดยคิดว่าน่าจะมีเวลาถ่ายรูปเสาแดงสวยๆ สัก 2 ชั่วโมง แต่ผิดค่ะ เรามีเวลาไม่ถึงชั่วโมงก่อนแสงจะหมด ทำให้เราไม่ได้รูปที่ฟุชิมิอินาริดีๆ เลยสักรูป เพราะแสงไม่พอ แถมยังเดินขึ้นไปไม่ถึงไหนมันก็มืดจนน่ากลัวต้องถอดใจเดินลงมา ดังนั้น คำนวนเวลาดีๆ ค่ะ เราอาจจะต้องตื่นเร็วขึ้น เพื่อจะได้ไปเยือนทุกสถานที่ท่องเที่ยวที่อยากไป 

แต่ในขณะเดียวกัน เราก็จะได้พักเร็วขึ้นด้วย เพราะนอกจากฟ้าจะมืดเร็วแล้ว ห้างสรรพสินค้าที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่ก็ปิดเร็วกว่าเมืองไทยด้วยค่ะ อย่างในเกียวโตนี่ 2 ทุ่มก็ปิดแล้ว หรือแม้แต่ที่โตเกียวก็ปิดตอน 4 ทุ่ม มีเฉพาะบางแห่งอย่างดองกี้ที่จะเปิดตลอด 24 ชม.

6. อย่าคิดว่าอยู่ญี่ปุ่นปลอดภัยหายห่วง
อย่าคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศเจริญ ผู้คนมีระเบียบวินัย แล้วจะเหมารวมเอาว่าทุกคนเป็นคนดี อยู่ประเทศนี้แล้วเราจะปลอดภัย ไม่ต้องระวังตัวอะไร เพราะแม้เราจะไปไม่ถึง 10 วัน เรายังได้เจอเหตุการณ์น่ากลัวถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกคือระหว่างที่เราเดินกลับที่พักในเกียวโตตอนกลางคืน ระหว่างกำลังข้ามถนนเราได้เจอกับแว๊นซ์บอยแอนด์สก๊อยเกิร์ลชาวญี่ปุ่นค่ะ ขี่รถสกู้ตเตอร์ซิ่งปรู้ดปร้าด เบิ้ลเครื่องเสียงดัง ตะโกนโวยวาย (เหมือนเค้ากำลังมาหาเรื่องใครสักคนตรงแยก) พอด่าจนพอใจฮีก็ขี่รถผ่าไฟแดงออกไปอย่างหน้าตาเฉย คือพฤติกรรมไม่ต่างจากแว๊นซ์ไทย ถ้าเรากำลังข้ามทางม้าลายตรงแยกนั้นก็ไม่แน่ว่าจะโดนฮีขี่มาชนมั้ย 

และอีกครั้งคือตอนนั่งรถไฟกลับที่พักในโตเกียว มีหนุ่มขี้เมาคนนึงพยายามเอนตัวมาพิงไหล่เราอย่างตั้งใจ แถมฮียังพูดสนุกสนานกับเพื่อนที่ได้แกล้งเบียดมาทางเรา แม้จะดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้ร้ายแรงอะไร แต่เพื่อนๆ ก็น่าจะพอมองเห็นว่าการมาเที่ยวที่ญี่ปุ่นก็ควรต้องระแวดระวังตัวเช่นกัน

หวังว่าประสบการณ์เล็กๆ ของเราจะช่วยให้เพื่อนๆ ที่กำลังจะไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นแบบแบ็คแพ็ควางแผนการเที่ยวได้ดีขึ้น หรือถ้าเพื่อนคนไหนมีคำแนะนำอื่นๆ เพิ่มเติมก็เล่าสู่กันฟังได้ค่ะ เพราะเราก็เพิ่งไปเป็นครั้งแรกเหมือนกัน แหะๆ (และอยากจะไปเยือนอีกในอนาคต) 


สำหรับคนกรุงยุคใหม่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโดหรือพาร์ทเม้นต์กันมากขึ้น การเลี้ยงสัตว์ดูจะเป็นสิ่งที่หลายคนไม่สามารถทำได้
ทำให้กระแสคาเฟ่สัตว์เลี้ยงมาแรงมากขึ้นในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
และสำหรับทาสแมวอย่างเราเองที่ใช้ชีวิตอยู่ในคอนโด 
การไปเยือนคาเฟ่แมวสักแห่งก็เปรียบเหมือนเม็กกะแห่งคนรักแมวเลยทีเดียว (แอบเว่อร์เล็กน้อย 555)

ล่าสุดเราก็ไปค้นพบคาเฟ่แมวแห่งใหม่ล่าสุด ณ โครงการ Tree Square ทาวน์อินทาวน์ 
ชื่อร้าน Kitty Kat Cafe เป็นร้านขนาดหนึ่งห้อง ไม่ใหญ่โต แต่ก็น่ารักดีค่ะ
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

บรรยากาศภายในร้าน เน้นตกแต่งด้วยคิตตี้ตามชื่อร้าน 
โต๊ะนั่งส่วนใหญ่เป็นสีขาว และเป็นโต๊ะญี่ปุ่นเตี้ยๆ กับเบาะรองนั่งสไตล์ญี่ปุ่น จะได้ใกล้ชิดกับน้องแมวได้ 
แต่ว่าถ้าใครนั่งพื้นลำบากทางร้านก็มีโต๊ะที่นั่งห้อยขาไว้บริการอยู่โต๊ะ 2 โต๊ะด้วยค่ะ

และเนื่องจากเป็นคาเฟ่แมว อาหารที่บริการภายในร้านก็จะไม่ใช่อาหารหนักๆ ส่วนใหญ่จะเน้นเครื่องดื่มและเค้กง่ายๆ ซะมากกว่า
มาดูกันก่อนว่ามีอะไรให้กินบ้าง วันนี้เราสั่ง ชาร้อน 1 กาค่ะ เนื่องจากไปตอนค่ำแล้ว แถวฝนตก ก็เลยขอเครื่องดื่มอุ่นๆ หน่อย
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ชาที่นี่ใช้เป็น Twining ซองๆ นะคะ

ส่วนคุณแฟนสั่ง ชาเขียวปั่น
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ชาไม่หวานมาก แต่รสชาติไม่ค่อยเข้มข้นเท่าไหร่ค่ะ ไม่ค่อยมีรสชา หรือนมเท่าที่ควร

แล้วก็สั่งเค้กมาชิมอีกหนึ่งชิ้น เป็นบานอฟฟี่ค่ะ
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ตกแต่งจานมาได้เก๋ไก๋สมเป็นคาเฟ่แมวจริงๆ ค่ะ เพราะมาเป็นรูปคิตตี้เลย
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ส่วนเรื่องรสชาติ ต้องขอบอกว่าผิดหวังมากทีเดียว 
เพราะบานอฟฟี่ที่นี่ไม่ใช้ครีมสด ตัวคาราเมลก็เหมือนเป็นวุ้นเจือคาราเมล เรียกว่าเป็นบานอฟฟี่ที่รสชาติพลาสติกมาก 
แต่ก็เทียบกับราคาแค่ 60-70 บาทแล้วก็คงต้องทำใจอะค่ะ

หลังจากเฟลไปกับเค้กของที่นี่ เราก็หันมาสนใจน้องแมวดีกว่า
ที่ร้านนี้จะมีน้องแมวให้เล่นอยู่ประมาณ 7 ตัวค่ะ แต่เนื่องจากตอนที่ไปร้านเพิ่งเปิดได้เดือนกว่าๆ น้องแมวก็เลยยังไม่ค่อยคุ้นคนเท่าไหร่
แถมเรายังไปถึงตอนทุ่มนึง ซึ่งเป็นเวลาที่ทางร้านเพิ่งให้อาหารเหล่าน้องเหมียว น้องแมวก็เลยหลับกันแทบทุกตัวเบยจ้า
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ชอบลายตัวนี้มาก
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ส่วนตัวนี้ก็นอนแผ่เป็นคนเลย ตลกดี

แต่เนื่องจากมาตอนให้อาหาร ก็เลยได้ให้อาหารน้องด้วย
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ที่นี่ให้อาหารเป็นเนื้อไก่ฉีก ไฮโซมว๊าก

แล้วสักพักพลพรรคแมวในร้านก็เริ่มตื่นมาเล่นกับเรามากขึ้นค่ะ
ทางร้านมีของเล่นหลากหลายไว้ให้เราเอาไว้หลอกล่อน้องๆ ได้
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

อย่างตัวนี้ หน้าตาโหดเหี้ยมดูไร้อารมณ์ แต่ขี้เล่นมากเลย

แต่น้องตัวขาวนี่ เรียบร้อยมาก นอนนิ่งๆ ตลอด
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ไม่ค่อยซนหรือลุกมาเล่นเท่าไหร่
มีโมเม้นท์ที่ทุกตัวมารุมกันเล่นของเล่นที่เป็นรางลูกแก้วอันนี้ด้วย น่าร๊ากกกก
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

แต่ช็อตที่ประทับใจเราที่สุดของวันคือตอนที่น้องตัวนี้วิ่งอย่างคึกคักมายืนบนตักเรา
รูปภาพร้าน ลิทเติ้ล สพูน ในเขต  คลองเตยเหนือ กรุงเทพและปริมลฑล

 

ทาสแมวอย่างดิฉันฟินเบยยยยย >.<

สำหรับร้านนี้คงต้องบอกว่า ถ้ามีโอกาสก็อยากไปอีกค่ะ ไปเล่นกับน้องแมว เพราะจริงๆ ก็น่ารักกันทุกตัว
พอคุ้นๆ กันหน่อยแล้ว น้องๆ ก็มาเล่นด้วย และไม่ได้มีท่าทางดุหรือรำคาญเลย
สำหรับราคาเครื่องดื่มและเค้กถือว่าถูกมาก 
แต่ถ้าจะให้ดีอยากให้ปรับปรุงคุณภาพเค้กให้ดีขึ้นจะคิดราคาแพงขึ้นอีกหน่อยเราก็ยังรับได้นะ 
เพื่อให้ประสบการณ์การมานั่งคาเฟ่แห่งนี้เพอร์เฟ็คมากขึ้น
สำหรับการบริการ พนักงานน